×
March 26,2018

Activator Essential 14 : Convert your idea into a real business

Stephanie Huang
Centre Manager - Inno Space, Hong Kong Productivity

4 ขั้นตอนเปลี่ยนไอเดียให้เติบโตได้ กลายเป็นธุรกิจทำเงิน

By Stephanie Huang, Hong Kong Productivity Council (HKPC)

เมื่อมีไอเดียธุรกิจ อยากสร้างให้เป็นรูปเป็นร่าง จะเริ่มต้นอย่างไร ดำเนินการอย่างไร กว่าจะเกิดขึ้นได้จริง คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่สตาร์ทอัพทุกรายมีเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นธุรกิจที่ต้องมีการสร้างฮาร์ดแวร์ชนิดใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ต้นทุนการสร้าง Prototype อาจสูงเกินไปจนไม่มีใครพร้อมเสี่ยง

ที่ฮ่องกง มีหน่วยงานหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้ของคนทำสตาร์ทอัพ ซึ่งก็คือหน่วยงานที่มีชื่อว่า HKPC หรือ Hong Kong Productivity Council ช่วยเหลือคนทำธุรกิจและนักนวัตกรรมในฮ่องกงมาเป็นเวลากว่า 50 ปี

สำหรับเซสชั่น From Idea to Industry ของโครงการ Allianz Ayudhya Activator จะมี Stephanie Huang ผู้บริหารจาก HKPC มาสรุปประสบการณ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับธุรกิจหน้าใหม่ในฮ่องกงและบริเวณใกล้เคียง โดยกระบวนการแปลงไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจจะมีทั้งหมด 4 ขั้นตอนด้วยกัน เริ่มต้นที่ Innovate, Create, Launch และ Growth

INNOVATE

เกิดขึ้นเมื่อพบว่ามีปัญหาที่อยากแก้ไข ซึ่งจะไม่ใช่แค่ไอเดียลอย ๆ แบบไม่มีที่มาที่ไป เพราะต้องมีการทดสอบสมมุติฐานเบื้องต้น สร้างขึ้นมาเป็นโมเดลทางธุรกิจ ทดลองเพื่อหาความเป็นไปได้ รับฟีดแบ็ก และต้องสร้างคอนเนกชั่นกับบุคคลอื่น ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคต ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการมีตัวตนบนโซเชียลมีเดีย ทำให้คนหาเราเจอได้ง่ายขึ้น

ในส่วนของการสร้างคอนเนกชั่น ต้องระบุให้เฉพาะเจาะจงลงไปอีกนิดว่าคนกลุ่มไหนบ้างที่เราควรเข้าหา จากมุมมองของ Stephanie แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

1. เพื่อนร่วมทีม แบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย ๆ ลงไปอีก ดังนี้

- Hacker กลุ่มที่เป็นสาย Technical เช่น กลุ่มนักพัฒนา (Developers)

- Hipster หรือกลุ่มนักการตลาดที่ขายของเป็น มุมมองในการสื่อสาร

- Hustler กลุ่มนักขาย ขายของเป็น

2. กลุ่มที่ปรึกษา (Advisors) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย ๆ ได้แก่

- Mavens/Guru, Expert หรือกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น ๆ มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เคยผ่านปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มาก่อน

- Connection คนที่มีคอนเนกชั่นเยอะ รู้จักคน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในธุรกิจอื่น ๆ

- Sale people คนที่จะมาช่วยเราให้ขายของได้ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leader) ในตลาดนั้น ๆ

3. กลุ่มนักลงทุน (Investors) หรือ VC (Venture Capital)

แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้จะมีผลต่อความสำเร็จของสตาร์ทอัพเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเจ้าของเงินที่สตาร์ทอัพเอามาใช้สร้างผลกำไร ผลักดันให้เกิดการใช้โปรดักต์ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ Stephanie แนะนำว่าจะต้องปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาอยู่เสมอ และจะต้อง Follow up หลังจากมีการนำเสนองานไปแล้ว (Keep showing up and follow up)

4. โครงการ Incubators

หนึ่งในทางลัดสำหรับสตาร์ทอัพที่อยากจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ก็คือการเข้าร่วมในโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ (Incubator program) เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ มาเติมความรู้ให้ แถมยังได้คอนเนกชั่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในอนาคต และทำให้ก้าวเข้าสู่สเต็ปถัดไปได้เร็วขึ้น นั่นก็คือการลงมือทำ หรือ Create นั่นเอง

CREATE

ในขั้นตอนนี้ ธุรกิจจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในระดับหนึ่ง สิ่งที่ต้องจัดการจะมีตั้งแต่การจดทะเบียนสิทธิบัตร หาแหล่งทรัพยากรที่นำมาใช้ในการผลิต รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมี Proof-of-Concept และ MVP (Minimum Viable Product) ที่จะเอาไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อต้องมีการทดลองใช้จริง ก็แปลว่าจะต้องทำ Branding และ Marketing ควบคู่ไปด้วยในขั้นตอนนี้ สิ่งสำคัญที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ การทำเครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างตัวตนในทางกฏหมาย ซึ่งจะต้องมีความเฉพาะตัวมากพอ ทำให้คนค้นเจอได้ง่าย มีช่องทางการสื่อสารที่ถูกต้องเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

สิ่งที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจในขั้นตอนนี้ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น ก็คือ บรรดา Accelerator Program ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสนับสนุนเงินทุนและส่งเสริมให้เกิดคอนเนกชั่นกับธุรกิจที่ต้องการ รวมไปถึงเงินลงทุนจากภาครัฐ ที่จะมีบทบาทสำคัญกับธุรกิจในขั้นตอนนี้

ก่อนจะไปถึงขั้นตอนเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ (Launch) ระยะนี้ธุรกิจจะต้องมองหา Service Provider หรือผู้ให้บริการในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นกับธุรกิจ ด้วยจำนวนคนในองค์กรที่มีอยู่จำกัด และองค์ความรู้เฉพาะด้านที่ไม่สามารถจะทำได้เองทั้งหมด ทำให้เจ้าของธุรกิจจะต้องดีลกับผู้ให้บริการคนอื่น ๆ เช่น โรงงานผลิต, Project Manager, นักออกแบบเชิงอุตสาหกรรมหรือ Industrial design และบริษัทตัวแทน PR

ข้อคิดที่ต้องใส่ใจก็คือ ควรเลือกบริษัทที่เคยทำงานกับสตาร์ทอัพมาแล้ว มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจ และจะต้องมีการสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ

LAUNCH

การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับสตาร์ทอัพคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการทดสอบตลาด แล้วนำฟีดแบ็กมาพัฒนา ปรับปรุง เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรมีก็คือ ใบรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่แสดงถึงความสามารถของธุรกิจ และมีการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ ในตลาด ซึ่งลูกค้าอาจจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ไม่เคลียร์

อีกหนึ่งเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสเต็ปนี้ก็คือ การหาเงินลงทุนแบบ Crowdfunding เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาสนับสนุนสินค้าและบริการของธุรกิจได้ อาจจะเริ่มต้นจาก Kickstarter หรือ Indigogo เพื่อเป็นการหาเงินทุน และเป็นการดูฟีดแบ็กจากผู้คนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากต้องการหาเงินสนับสนุนแบบ Crowdfunding จะต้องมีการทำงานร่วมกับ Creative Production House เพื่อให้ภาพของสินค้าถูกพรีเซนต์ออกมาอย่างสวยงามเป็นมืออาชีพ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ และยินดีลงทุนมากขึ้น

GROWTH

การเติบโตของสตาร์ทอัพ ถือเป็นสเต็ปสุดท้ายที่หลาย ๆ ธุรกิจอยากมาให้ถึง แต่กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ทำงานกับสตาร์ทอัพมาแล้วในระดับหนึ่ง และควรจะใช้ระบบ Automate ทำงานแทนคนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทำให้องค์กรมีขนาดกะทัดรัดมากที่สุด เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตได้อย่างรวดเร็วก็คือ การออกงาน Tradeshow นอกจากจะเจอลูกค้าโดยตรงแล้วก็ยังมีโอกาสเจอพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจด้วย ซึ่งก็จะมีให้เลือกตั้งแต่งาน Tradeshow ระดับสตาร์ทอัพด้วยกันไปจนถึงงานใหญ่ที่รวมธุรกิจทั้งอุตสาหกรรม หรือจะเริ่มจากงานระดับ Local ก่อนจะโกอินเตอร์พบลูกค้าและพาร์ทเนอร์จากต่างขาติ ซึ่งก็อาจจะช่วยสเกลธุรกิจไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

สำหรับธุรกิจที่มีฮาร์ดแวร์เป็นสินค้า ก็จะต้องมี Retailer และ Distributor มาช่วยทำงานในขั้นตอนนี้ เพื่อให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

In Collaboration With