×
March 27,2018

Activator Essential 15 : Financial Fundamental for Startups

Dr.Thanaiwong Kirativanich
Lecturer, (Mentor Level), Thailand Securities Institute

พื้นฐานเรื่องการเงินสำหรับสตาร์ทอัพ (Financial Fundamental for Startups)

By Dr. Thanaiwong Kirativanich

ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการสตาร์ทอัพอย่างเต็มตัว ในฐานะผู้ประกอบการ ความท้าทายแรก ๆ ที่จะต้องปะทะก็คือ “จะหาเงินทุนจากที่ไหน”

โดยมากแล้วก็มักจะมีอยู่ 2 ที่เป็นหลัก ได้แก่ เงินกู้ และเงินกู

เงินลงทุนจะมาจากที่ไหน เป็นคำถามที่ต้องพิจารณาให้ดี เพราะแหล่งเงินทุนแต่ละที่จะมาพร้อมกับต้นทุนที่แตกต่างกัน คนส่วนมากอาจเข้าใจว่า “เงินกู” หรือการใช้เงินตัวเองมาลงทุนไปก่อนเป็นสิ่งที่ไม่มีต้นทุน แต่นั่นคือความเข้าใจที่ผิด เพราะการเอาเงินตัวเองมาลงทุนให้จมไปกับการเริ่มต้นธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง เท่ากับเป็นการตัดโอกาสที่จะเอาเงินจำนวนนั้นไปสร้างผลกำไรในช่องทางอื่น

และสำหรับเงินกู้ พูดง่าย ๆ ก็คือการเอาเงินคนอื่นมาใช้ ให้เจ้าหนี้ช่วยแบกรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ตามหลักการที่ว่า “ต้องรู้จักใช้เงินคนอื่นให้เป็น” ข้อดีก็คือเราสามารถเติบได้ด้วยเงินของคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายผลตอบแทนตามที่เจ้าหนี้คาดหวัง

ในแง่มุมนี้ ต้นทุนของการใช้เงินกู้ก็คือดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนสำหรับเหล่านักลงทุนที่ลงขันให้กับสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็น VC หรือ Angel investors

จะสังเกตได้ว่า ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะใช้เงินกู้ในการสร้างธุรกิจ เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า การเป็นหนี้ในลักษณะนี้จะส่งผลดีกับธุรกิจในเชิงภาษี

อย่างไรก็ตาม การจะใช้เงินคนอื่นในการเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าจะได้เงินกู้ต้องมีเงินกูเสียก่อน เพราะฉะนั้น ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจ ไม่ใช่คิดแค่เรื่องโมเดลการทำเงิน แต่จะต้องคิดด้วยแหล่งเงินทุนแต่ละที่มีต้นทุนเท่าไร ส่งผลดีหรือเสียกับธุรกิจอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นอกจากนี้ ถ้าต้องการใช้เงินคนอื่นสร้างธุรกิจ จะมีแค่เงินกูแสดงเป็นหลักฐานไม่ได้ เพราะในทางการเงิน จะต้องมีตัวเลขทางบัญชีที่แสดงถึงความพร้อมและศักยภาพของธุรกิจ ซึ่งตัวเลขทางบัญชีที่ต้องตามเก็บอย่างละเอียดจะมีอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

1. ค่าใช้จ่ายของธุรกิจที่ต้องเอามาแสดงไว้อย่างละเอียด

2. รายได้ของธุรกิจที่มาจากช่องทางต่าง ๆ ที่จะต้อง Tracking มาให้ครบถ้วน

3. งบประมาณ หมายถึงการประเมินค่าใช้จ่ายที่จะเกิดในอนาคต สำหรับธุรกิจในสมัยก่อนจะเป็นการวางแผนระยะยาว 3-5 ปี แต่ในกรณีของสตาร์ทอัพ จะเป็นการทำแผนรายปีที่ลงรายละเอียดเป็นรายเดือน เพราะสภาพการแข่งขันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

4. รายการแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน ในกรณีของสตาร์ทอัพจะต้องรวมถึงเงินที่กู้ยืมมาจากครอบครัวด้วย เพราะมีภาระผูกพันในอนาคต และเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรทราบล่วงหน้า

เรียกได้ว่าก่อนจะไปเอาเงินคนอื่น เราต้องรู้ต้นทุนของตัวเองเสียก่อน ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีการจัดทำงบอย่างเป็นทางการ จะได้เปรียบในการพิชชิ่งเพื่อหาเงินลงทุน เพราะสามารถสะกดรอยได้ว่าเงินของธุรกิจไปอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะความสำเร็จของธุรกิจจะเริ่มต้นที่งบการเงิน

การวางแผนทางการเงินให้กับธุรกิจ จะเป็นการป้องกันความเสี่ยงในอนาคต เป็นการรับประกันว่าจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพราะเงินคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ธุรกิจในวันนี้จะสนแค่ผลกำไรในปัจจุบันไม่ได้ แต่จะต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมาย และหลักประกันความเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงเงินเฟ้อในอนาคตด้วย

จะเห็นได้ว่าการตั้งเป้าหมายมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับสตาร์ทอัพ หลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ตั้งเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นก็คือ S-M-A-R-T

S- Specific เป้าหมายที่ดีคือต้องเฉพาะเจาะจง ไม่พูดกว้าง ๆ

M- Measurable เป้าหมายที่ดีต้องสามารถวัดผลได้จริง

A – Accountable เป้าหมายที่ดีต้องทำได้จริง

R- Reasonable เป้าหมายที่ดีต้องสมเหตุสมผล เป็นไปได้จริง

T- Time เป้าหมายที่ดีต้องมีระยะเวลากำหนดชัดเจน

และเป้าหมายแรกสำหรับธุรกิจทุกรายก็คือ การอยู่รอด (Survive) อย่างมั่นคง แผนต้องมีความเป็นไปได้สูง

ทั้งนี้ เราสามารถแบ่งธุรกิจตามสถานะทางการเงินและการทำกำไรของสตาร์ทอัพ ได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

1. ธุรกิจแบบที่ 1 สวรรค์ชัดๆ
คือธุรกิจที่มีกำไร และมีเงินสด เท่ากับไปต่อได้ เอาตัวรอดได้ อนาคตสวยงามแน่นอน เพราะมีเงินสดเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แต่ก็จะต้องดูว่าเงินสดจำนวนนี้สามารถช่วยพยุงธุรกิจได้อีกกี่เดือน เมื่อนำมาหักลบกับค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

2. ธุรกิจแบบที่ 2 สวรรค์เบี่ยง

คือธุรกิจที่มีกำไร แต่ไม่มีเงินสด สามารถขายของได้ แต่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของธุรกิจ ทำให้เกิดสภาวะขาดเงินรักษาสภาพคล่อง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีการติดตามค่าใช้จ่ายขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจประเภทนี้สามารถเปลี่ยนไปเป็นแบบที่ 1 ได้ด้วยการปรับวิธีเก็บเงิน เพิ่มสภาพคล่อง คุมต้นทุน คุมค่าใช้จ่าย ไม่แนะนำให้ใช้วิธีเพิ่มรายได้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ายังไม่เวิร์กอีกก็จะต้องตัดทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์ออก

3. ธุรกิจแบบที่ 3 นรกชัดๆ

คือธุรกิจที่ขาดทุนและไม่มีเงินสด มีทางเดียวคือต้องปิดกิจการ

4. ธุรกิจแบบที่ 4 ลูกผีลูกคน

คือธุรกิจที่ขาดทุน แต่ยังมีเงินสด อาจจะเปลี่ยนกลับมาเป็นแบบที่ 1 ได้ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์แล้วพลิกกลับมาทำกำไรได้ แต่ถ้ายังขาดทุนต่อเนื่อง จะกลายเป็นแบบที่ 3

จากตัวอย่างของธุรกิจทั้ง 4 ประเภทข้างต้น จะเห็นว่าสตาร์ทอัพที่ดีมีโอกาสประสบความสำเร็จจะต้องเริ่มจากความเข้มแข็งทางการเงิน ดังนั้น ยิ่งเริ่มเก็บข้อมูลทางการเงินของตัวเองได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น 

In Collaboration With