×
January 22,2018

Activator Essential 4 : Key Success and Failure of FinTech

Natwut Amornvivat
Vice President Thai FinTech Association , Co-Founder T2P Co., Ltd

Key Success and Failure of FinTech

โดยคุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์

สำหรับสตาร์ทอัพทั้ง 14 ทีมที่ผ่านเข้ารอบโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Allianz Ayudhya Activator แม้จะไม่ได้โฟกัสกับด้าน FinTech โดยตรง แต่ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทั้ง HealthTech และ InsurTech ต้องมีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

และผู้ที่จะมาให้ความรู้กับทั้ง 14 ทีมในเซสชั่นนี้ก็คือ คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ หนึ่งในผู้บริหารสมาคม FinTech และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ T2P ที่ผ่านการระดมทุนมาจนถึง Series A เป็นผู้ให้บริการ eWallet และ Payment Gateway กับธุรกิจใหญ่ๆ ภายในประเทศ

ความสำคัญของ FinTech กับประเทศไทย

สตาร์ทอัพส่วนมากจะมาพร้อมกับ Passion ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม และในมุมของ FinTech มีคนไทยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารได้ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว ทำให้ธุรกิจนี้ที่เหมาะกับการ Disrupt มากที่สุด ยังถือว่ามีคู่แข่งน้อย และผู้ให้บริการธนาคารยังคงมีกำไรมหาศาล  Startup สามารถเข้ามาทำให้การให้บริการมีการแข่งขันสูงขึ้นเป็นประโยชน์กับประชาชนมากขึ้นได้

ประกอบกับสถิติที่ว่า คนไทยครอบครองมือถือ 140% และมีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นจุดที่ทำให้สตาร์ทอัพสาย FinTech มีโอกาสประสบความสำเร็จ และมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม

อย่างไรก็ตาม การสร้างธุรกิจที่ไฮเทคมากๆ อาจไม่ใช้คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด เพราะยังมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้งานได้ เท่ากับว่าจะกลายเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบใหม่ขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น จะออกแบบระบบหลังบ้านให้ซับซ้อนอย่างไรก็ได้ แต่หน้าบ้านต้องใช้ง่าย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้

และเมื่อมีไอเดียที่จะนำมาสร้างเป็นธุรกิจ เรื่องที่ต้องคิดต่อไปก็คือ รูปแบบของธุรกิจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่ 6 แบบด้วยกัน

รูปแบบการแข่งขันของสตาร์ทอัพ

  1. แข่งกันเป็นแพลตฟอร์ม หรือเป็นตัวกลางระหว่างฝั่งซ้ายและขวาที่ต้องการแลกเปลี่ยนบางอย่าง ข้อดีของการเป็นแพลตฟอร์มก็คือ เมื่อเติบโตแล้วจะทำให้คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ขนาดของธุรกิจกลายเป็น Value ไปโดยปริยาย ซึ่งวิธีการทำเงินสำหรับธุรกิจที่เป็นแพลตฟอร์มก็คือ การเก็บค่า Transaction Fee หรือเก็บหลังจากที่ทำธุรกรรมสำเร็จแล้ว เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้เป็นจำนวนมากขึ้น
  2. Disruptive Technology หรือการสร้างเทคโนโลยีที่ใหม่มาก และสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เช่น Blockchain เป็นต้น
  3. Scalability ธุรกิจที่ยิ่งโตยิ่งมีต้นทุนถูกลง เช่น ธุรกิจที่เป็น App base ทั้งหมด จะมีต้นทุนการกระจายตัวสินค้าที่ต่ำมากๆ
  4. Innovative use of data หรือธุรกิจที่เอาข้อมูลมาใช้
  5. Segment specific ธุรกิจที่ทำออกมาเพื่อจับตลาดเฉพาะกลุ่ม เน้นเล็กๆ แต่ตอบโจทย์ความต้องการที่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่สามารถให้ได้
  6. ธุรกิจที่เกาะไปกับโครงสร้างของเจ้าใหญ่ๆ หรือใช้ Infrastructure ของธุรกิจที่ใหญ่กว่า

สำหรับธุรกิจ T2P ของคุณณัฐวุฒิ เริ่มต้นจากการเป็น Payment gateway ให้กับธุรกิจใหญ่ๆ (B2B) มีรายได้จากการเก็บค่า Transaction Fee และเริ่มพัฒนามาเป็นแพลตฟอร์มแบบ B2C จับลูกค้าทั่วๆ ไปด้วยการทำ E-Wallet รวมทั้งเริ่มทำ Machine Learning เพื่อให้ครบลูปของ FinTech มากขึ้น

ในปัจจุบันมีบริการ Deep Pocket เป็นบริการ E-Wallet สำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ FinTech ยังไม่ถูกเรียกว่า FinTech ตั้งแต่การทำสตาร์ทอัพยังไม่ได้รับความนิยม และตั้งแต่ยังไม่มีใครคิดว่าสตาร์ทอัพสาย FinTech จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้

FinTech VS Banking

ทำไม Hilton ไม่เป็นคนก่อตั้ง Airbnb?

ทำไมธนาคารจึงไม่สร้างธุรกิจ FinTech ขึ้นมาเอง?

เพราะว่าเจ้าเดิมจะไม่มีทางทำลายตัวเอง จนกว่าจะมีทริกเกอร์บางอย่างมากระตุ้น นั่นจึงเป็นสัญญาณให้พวกเขาเริ่มขยับและเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณณัฐวุฒิสรุปว่า “มันต้องมีตัวจุดประกาย แล้วรายใหญ่จะเล่นตาม”

ตัวจุดประกายในที่นี้ก็คือเหล่าสตาร์ทอัพนั่นเอง เพราะเป็นการสร้าง New normal จนเกิดไดนามิคของการแข่งขัน กระตุ้นให้รายใหม่โผล่ขึ้นมาในตลาด จนมีผู้ใช้งานกลุ่มหนึ่งติดใจเพราะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์จริง

“ประเทศไม่ได้เจริญด้วยการทำสตาร์ทอัพเพียงอย่างเดียว  แต่สตาร์ทอัพจะทำให้เกิดการแข่งขัน ทำให้รายใหญ่ปรับตัว นี่คือเหตุผลที่ทำให้ประเทศดีขึ้น”

ดังนั้น หน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลก็คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขัน คุณณัฐวุฒิยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่จะไม่มีการระบุให้สตาร์ทอัพต้องมีทุนจดทะเบียนชำระเต็มหลักร้อยล้าน ก่อนที่จะเริ่มให้บริการ eWallet จนกว่าธุรกิจนั้นจะมีเงินฝาก 750 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเติบโตได้ และเมื่อทำรายได้ไปจนถึงจุดหนึ่ง ก็แปลว่ามีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เมื่อนั้นจึงเข้าไปกำกับดูแล วิธีการแบบนี้จึงทำให้มีนวัตกรรมใหม่ๆออกมาแข่งขึ้นให้ประชาชนมีบริการที่ดีขึ้น ไม่ใช่มีแต่รายใหญ่จำนวนน้อยพยายามรักษาผลประโยชน์แบบเดิมๆ

คุณณัฐวุฒิสรุปว่า การปล่อยให้มีการแข่งขันจากธุรกิจหลายๆ เจ้า คือหัวใจสำคัญของการพัฒนา ซึ่งวิธีคิดที่องค์กรกำกับดูแลควรจะต้องมีก็คือ “ต้องตั้งเป้าให้เกิดการ Disrupt แล้วจะได้ทั้ง Collaboration และ Disruption ตรงกันข้าม ถ้าตั้งเป้าหมายให้เกิดการ Collaboration ตั้งแต่ต้น จะไม่ได้อะไรเลย”

บทเรียนจากการระดมทุน

แม้ในวันนี้ T2P จะเป็นสตาร์ทอัพที่ได้รับการระดมทุนในระดับ Series A แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เคยถูกปฏิเสธ

คุณณัฐวุฒิ เล่าว่า ประเด็นที่นักลงทุนมักจะยกขึ้นมาเสมอก็คือ T2P เป็นธุรกิจที่มีฐานลูกค้าทั้งแบบองค์กรขนาดใหญ่ เช่น Central Samsung SCG (B2B) และกับ consumer (B2C) ด้วย ซึ่งสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม อาจต้องการลงทุนกับสตาร์ทอัพที่ทำ B2C อย่างเดียวเพราะมองว่าอาจโตเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม VC บางเจ้ากลับให้ความสนใจเพราะเป็นธุรกิจ B2B มากกว่า

โจทย์ของ T2P จึงเป็นการบาลานซ์โมเดลการทำเงินของธุรกิจ ต่อยอดจาก B2B ไปสู่ลูกค้าทั่วไป หรือ B2C เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนรายใหญ่ๆ ที่อยากลงทุนในธุรกิจแบบ B2C

นอกจากปัญหาเรื่องโมเดลธุรกิจแล้ว การเป็นสตาร์ทอัพไทยแท้ที่โฟกัสตลาดในไทย ก็เป็นอีกประเด็นที่ VC บางเจ้าเป็นกังวล เพราะอาจจะเป็นตลาดที่เล็กเกินไปสำหรับการเติบโตที่คาดหวัง  

วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับคำท้วงติงเหล่านั้นก็คือ “Don’t take it personally” และอย่าหวังสูงตั้งแต่การระดมทุนในรอบแรกๆ เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มมีลูกค้า มีคนให้ความสนใจ แปลว่าธุรกิจเริ่มมีโมเมนตัม เมื่อนั้น VC ก็จะเริ่มให้ความสนใจเอง

อย่างไรก็ตาม การเข้าตลาดในต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ต้องคิด อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง Go Regional ให้ได้ เพราะ Market size ในไทย และการควบคุมต่างๆ ยังไม่สนับสนุนให้เกิดการเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น

ความสำเร็จและความล้มเหลว

ในฐานะที่เป็นคนในวงการ FinTech มาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก และเป็นคนทำสตาร์ทอัพคนหนึ่ง คุณณัฐวุฒิเห็นว่า ความสำเร็จของสตาร์ทอัพขึ้นอยู่กับ Innovation ทำของให้ใหม่ขึ้น ตอบโจทย์มากขึ้น ในราคาที่ถูกลง  และ Trust การสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจขนาดใหญ่จะได้เปรียบ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก แม้จะปรับตัวได้เร็วกว่า แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าจะเป็นที่รู้จักและไว้วางใจ (Track record)

สำหรับความล้มเหลว คุณณัฐวุฒิเชื่อว่าไม่มีความล้มเหลวใดเป็นความล้มเหลวที่แท้จริง เพราะทุกสิ่งจะกลายเป็นบทเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้ ไม่มีอะไรเสียเปล่า มันจะหลายเป็น Lego ที่กลับมาประกอบกันได้อีกหลายๆ ครั้ง แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องขยันเข้าไว้ แล้วจะไม่มีอะไรเสียเปล่า

และเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ให้ระมัดระวังเรื่อง Cash เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบจ้างคนเร็วเกินไป เพราะ “คน” เป็นค่าใช้จ่ายที่ถอยยากมาก ให้เริ่มจากการคิดก่อนว่าอะไรเป็นโฟกัสสูงสุด อันไหนไม่เกี่ยวให้ตัดออกไปก่อน

นอกจากนี้ ข้อคิดอีกประการสำหรับสตาร์ทอัพที่อยากประสบความสำเร็จก็คือ ต้องมีความยืดหยุ่นมากพอ (Fluid enough) ที่จะปรับ business model เพื่อรอคอยช่วงเวลาที่เป็น The right time สำหรับธุรกิจหรือนวัตกรรมที่ตัวเองสร้างขึ้น จะได้ไม่ท้อระหว่างทาง

แด่นักสร้างนวัตกรรมทุกคน

Innovation คือการเอาวิธีการใหม่ๆ มาปรับใช้ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากคนที่ขลุกอยู่กับมัน แล้วเห็นปัญหา มองหาสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งคนที่เป็น Innovator ทุกคนจะต้องเจอคำสบประมาท คนเหล่านั้นจะมองไม่เห็นอย่างที่เราเห็น แต่ขอให้เชื่อไว้เสมอว่า

 “มันต้องเป็นเรื่องยาก เพราะถ้ามันเป็นเรื่องง่าย มันคงไม่ตกมาถึงมือเรา ใครๆ ก็คงทำได้ ปัญหานั้นจะต้องถูกแก้ไปแล้ว”  

ไอเดียใหม่ๆ มาจากการพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย (Bridge the gap) เห็นให้มาก ทำให้หัวกว้างไว้ก่อน เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับไอเดียใหม่ๆ 

 

In Collaboration With