×
February 12,2018

Activator Essential 7 : Agile Project Management

Apitan Lee
Deputy Director , Research and Design Service Center KMUTT (REDEK)

ทำความรู้จัก Agile วิธีการทำงานที่ “ใช่” ของคนทำสตาร์ทอัพ
by Apitan Lee

สตาร์ทอัพกับกระบวนการทำงานแบบ Agile เป็นของคู่กัน แรกเริ่มเดิมที Agile ถูกใช้กับการพัฒนาซอฟต์แวร์มาตั้งแต่ปี 95 โดยในเวลาต่อมาก็ถูกนำมาใช้กับอีกหลายๆ อย่างที่ต้องทำงานเป็นกระบวนการ มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งสตาร์ทอัพด้วย

เหตุผลที่คนทำสตาร์ทอัพนำเรื่อง Agile มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาธุรกิจก็เป็นเพราะว่า Agile ทำให้ได้ MVP ในเวลาที่รวดเร็ว นำมาทดสอบได้เร็ว ถ้าล้มเหลวก็เกิดการเรียนรู้ และปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว

Linear VS Iterative Process

เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการทำงานแบบ Agile มากขึ้น จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับกระบวนการทำงานแบบ Linear ซึ่งเป็นกระบวนการดั้งเดิม

วิธีคิดแบบ Linear จะเห็นกระบวนการทุกอย่างเรียงตัวกันไปตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย พัฒนาโมเดลธุรกิจ ไปจนถึงพร้อมให้บริการจริง (Launch) ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบเป็นทางเดียวไปตลอด สุดท้ายแล้วก็พบว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นอุดมคติเกินไป ไอเดียตั้งต้นตอนแรกอาจจะไม่ได้ดีพอที่จะนำออกวางตลาด

ดังนั้น การทำงานแบบรื้อกลับไปมา และการทำซ้ำเป็นรอบๆ น่าจะตอบโจทย์มากกว่า เป็นที่มาของการทำงานแบบ Iterative Process ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Agile โดยตรง

สถิติบอกว่า ผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างด้วยกระบวนการแบบ Iterative Process จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 50% ถ้ามีการทำวนซ้ำๆ มากกว่า 5 รอบ

จริงๆ แล้วการทำงานแบบ Agile ยังมีอีกหลายๆ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เช่น Design Thinking ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มีกระบวนการตั้งแต่ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า กำหนดความสำคัญของแต่ละประเด็น สร้างไอเดีย ทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำมาทดสอบ ทั้งหมดนี้จะต้องวนลูปกันไปแบบไม่รู้จบ เช่นเดียวกันกับแนวคิด Design Thinking + Lean Startup ที่นำวิธีคิดและวิธีการทำงานมาผสมผสานกันจนกลายเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับสตาร์ทอัพ

 

ถ้าจะกำหนดความหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น Agile เป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับคนมากกว่าเครื่องมือ เป็นการทำงานที่ต้องร่วมมือกับลูกค้าอย่างถึงที่สุด โดยไม่สนใจการทำรายงานเพื่อสรุปผลมากกว่าของจริงที่จะได้ หรือ MVP ด้วยเหตุนี้จึงมีสถิติที่ชี้ให้เห็นว่า Agile ทำให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จมากถึง 64% ส่วนธุรกิจที่ใช้กระบวนการทำงานแบบเดิม จะมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่า โดยตัวเลขอยู่ที่ 49%

และยิ่งตลาดเปลี่ยนแปลงเร็วมากขึ้นเท่าไร การทำงานแบบ Agile ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นการทำงานแบบตอบสนองโดยตรงต่อพฤติกรรมของลูกค้า

Agile ต่างจากวิธีการทำงานแบบเดิมๆ อย่างไร?

  1. Agile สนใจคนทำงานมากกว่าเครื่องมือ
  2. เป็นการทำงานร่วมกับลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้น
  3. สนใจของจริงมากกว่าตัวหนังสือในรีพอร์ท
  4. พร้อมปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  5. ไม่แบ่งทีมตาม Function แต่ใช้คนจากหลายๆ Function มาร่วมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้การส่งต่องานเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการทำงานแบบ Agile

  1. เก็บ Input จากคนที่เกี่ยวข้อง
  2. Product owner ทำหน้าที่รับ Requirement และแปลให้เป็นฟีเจอร์ต่างๆ
  3. Product features
  4. จัดลำดับฟีเจอร์ที่ต้องพัฒนาก่อนและหลัง (Prioritize)
  5. เข้าสู่กระบวนการ Sprint ที่ใช้เวลาทำงานประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ MVP หรือของจริงที่พร้อมนำไปทดลองตลาด

กระบวนการข้างต้นนี้จะดูแลและควบคุมโดย Scrum master ที่จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ทีมงานทุกคนได้อัพเดทความเคลื่อนไหวกันอยู่เสมอ เพื่อให้การทำงานราบรื่นมากที่สุด โดยจะประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

  1. Sprint planning
  2. Daily Scrum ซึ่งหมายถึงการประชุมรายวันแบบ Stand up meeting ที่มีกรอบการพูดคุยแค่ไม่กี่ประเด็น ได้แก่ เมื่อวานมีแพลนว่าจะทำอะไร ทำเสร็จมั้ย ติดปัญหาอะไร และวันนี้จะทำอะไร ซึ่งแปลว่าจะต้องตั้งโจทย์การทำงานแบบรายวัน และต้องหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที่สามารถทำเสร็จได้ภายในวันเดียว
  3. Sprint review meeting
  4. Sprint retrospective

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นว่าหลักการของ Agile คือต้องไม่มีความซับซ้อน เมื่อทำงานจบ 1 Sprint จะต้องมี MVP ที่จับต้องได้ และใช้วิธีการทำงานแบบเรียบง่ายที่สุด ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะเป็นการแบ่ง To-do list ออกเป็น 4 คอลัมน์ คือ User stories, Task to do, In progress และ Done แล้วย้ายกระดาษ Post it ไปเรื่อยๆ เพื่อแสดงสถานะของงานนั้นๆ

โดยสรุปแล้ว ถึงแม้ว่ากระบวนการทำงานแบบ Agile จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการพัฒนาซอฟท์แวร์ แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานในหลายๆ รูปแบบได้ โดยเฉพาะสตาร์ทอัพ ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา และทดสอบบริการและฟีเจอร์ต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจสามารถ scale ได้ตามไทม์ไลน์ที่ควรจะเป็น

In Collaboration With